เมื่อกล่าวถึง Laminar Air Flow Cabinet และ Biological Safety Cabinet (BSC) มักเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเลือกใช้งานอยู่บ่อย ๆ สำหรับ Laminar Air Flow Cabinet เป็นตู้กรองอากาศให้บริสุทธิ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวอย่างเกิดการปนเปื้อน (Contamination) ที่อาจปะปนมากับสิ่งแวดล้อม โดยที่ตัวอย่างดังกล่าวนี้ ต้องเป็นตัวอย่างที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม ประเภทของงานที่สามารถใช้กับ Laminar Air Flow Cabinet เช่น งานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture), งานทาง Stem Cell & IVF, งานทาง PCR, งานเตรียมยาปราศจากเชื้อ และงานทางอิเล็คทรอนิคส์ เป็นต้น

 

Laminarflow1

 รูปที่ 1 แสดง Flow ของอากาศที่ไหลเวียนของ Laminar Air Flow Cabinet ประกอบด้วยแผ่นกรองหยาบ สำหรับกรองอนุภาคขนาดใหญ่ เพื่อยืดอายุการใช้งานของแผ่นกรองหลัก และแผ่นกรองอากาศชนิด HEPA หรือ ULPA Filter จำนวน 1 ชุด

 

ส่วน Biological Safety Cabinet (BSC) หรือตู้ Biohazard เป็นตู้ปลอดเชื้อ ใช้สำหรับป้องกันไม่ให้ตัวอย่างเกิดการปนเปื้อนและป้องกันอันตรายจากตัวอย่างไม่ให้ปนเปื้อน หรือติดต่อไปยังผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น 3 Class ดังนี้

  • Class I ช่วยป้องกันผู้ใช้งาน และสิ่งแวดล้อม ให้ปลอดภัยจากการปนเปื้อน ซึ่งจะไม่มีการกรองอากาศก่อนผ่านสู่พื้นที่ปฏิบัติงาน ทำให้ตัวอย่างอาจมีการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมได้
  • Class II ช่วยป้องกันตัวอย่าง ผู้ใช้งาน และสิ่งแวดล้อม ให้ปลอดภัยจากการปนเปื้อน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิด A2 และ B2
    • Class II ชนิด A2 ประกอบด้วยแผ่นกรองอากาศชนิด HEPA หรือ ULPA Filter จำนวน 2 ชุด โดยอากาศ 70% กรองผ่านทางชุดแผ่นกรองหลัก (Main Filter) หมุนเวียนในตู้ และอากาศ 30% ผ่านทางชุดกรองอากาศออกสู่ภายนอกตู้ (Exhaust Filter) ออกไปยังภายนอก เหมาะกับงานทางจุลชีววิทยาทั่วไป

 Laminarflow2

รูปที่ 2 แสดง Flow ของอากาศที่ไหลเวียนของ BSC Class II ชนิด A2

 

    • Class II ชนิด B2 อากาศที่ผ่านพื้นที่ปฏิบัติงานและตัวอย่าง จะไหลผ่านแผ่นกรองอากาศออกนอกตู้ (Exhaust Filter) ออกไปยังภายนอก 100% ซึ่งตู้ชนิดนี้ต้องมีการต่อท่อออกภายนอกห้อง เพื่อไม่ให้กลิ่น หรือไอระเหย จากตัวอย่างรบกวนผู้ใช้งานหรือสิ่งแวดล้อม เหมาะกับงานที่มีกลิ่นหรือมีการฟุ้งของตัวอย่าง เช่น งานเปลี่ยนกรงสัตว์ทดลอง หรืองานที่มีสารระเหย เช่น สารละลายทางเคมี เป็นต้น

 Laminarflow3

รูปที่ 3 แสดง Flow ของอากาศที่ไหลเวียนของ BSC Class II ชนิด B2

  • Class III ช่วยป้องกันตัวอย่าง ผู้ใช้งาน และสิ่งแวดล้อม ให้ปลอดภัยจากการปนเปื้อน ตัวตู้จะปิดผนึกเป็นระบบปิด (Completely Seal) ผู้ใช้งานจะทำงานภายในตู้ผ่านถุงมือยาง (Glove) เหมาะกับเชื้อที่อันตรายมาก ๆ หรือเชื้อที่ยังไม่มีวิธีการรักษา

 Laminarflow4

รูปที่ 4 แสดง Flow ของอากาศที่ไหลเวียนของ BSC Class III

 

นอกจากการเลือกใช้งานชนิดของตู้ให้เหมาะสมกับตัวอย่างแล้ว สิ่งที่ควรพิจารณาและสำคัญไม่แพ้กัน คือ คุณลักษณะทางเทคนิคและความปลอดภัยในการใช้งาน กล่าวคือ

  • มาตรฐานสากล (International Standard) เกี่ยวข้องกับตู้ปลอดเชื้อ เช่น ตัวตู้ควรได้รับการทดสอบสอดคล้องตามมาตรฐาน EN 12469 (กำหนดโดยหน่วยงาน CEN (The European Committee for Standardization) ของสหภาพยุโรป) หรือ NSF/ANSI 49 (กำหนดโดยหน่วยงาน NSF ประเทศสหรัฐอเมริกา) เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์
  • การออกแบบตู้ให้มีความปลอดภัยขณะทำงาน

Laminarflow breakglass

    • ประตูด้านหน้าตู้ทำด้วยกระจกนิรภัยชนิด Laminated ที่มีความปลอดภัยสูงต่อผู้ใช้งาน เมื่อเกิดอุบัติเหตุกระจกแตก เศษกระจกจะไม่กระเด็นหรือหลุดออกมาเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน
    • หลอด UV ควรติดตั้งอยู่นอกพื้นที่ใช้งาน เมื่อไม่ได้ใช้งาน เพื่อป้องกันการเกิดลมหมุนวนภายในตู้ (Turbulence) และการปนเปื้อนข้าม (Cross Contamination) ระหว่างการทำงาน
    • มีระบบความปลอดภัย ด้วยสัญญาณแจ้งเตือนผู้ใช้งานกรณีมีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น อัตราการไหลของอากาศภายในตู้ไม่อยู่ในช่วงที่กำหนด กระจกด้านหน้าตัวเครื่องถูกเปิด เป็นต้น

 Laminarflow 5

รูปที่ 5 แสดงการติดตั้งหลอด UV ใต้พื้นที่ใช้งาน

 

  • การออกแบบตู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
    • กระจกด้านหน้าสามารถเปิดได้แบบบานพับ เพื่อความสะดวกในการนำตัวอย่างเข้าพื้นที่ใช้งาน และในการทำความสะอาดกระจกด้านใน

Laminarflow user

    • มีแผ่น Laminarized Screen ซึ่งช่วยให้อากาศที่ไหลผ่านแผ่นกรองหลักสู่ภายในตู้มีความสม่ำเสมอทั่วพื้นที่ปฏิบัติงาน
    • ระบบมอเตอร์พัดลมเป็นชนิดประหยัดพลังงาน เช่น ชนิด EC FANS จำนวนมากกว่า 1 ตัว เพื่อช่วยกันทำงาน ลดการสิ้นเปลืองพลังงาน ลดการปล่อยพลังงานความร้อน ลดความดังของเสียง ไม่มีการสั่นสะเทือน
  • มีการทดสอบระบบต่าง ๆ ก่อนส่งเครื่อง เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน เช่น
    • Filter Integrity Test เพื่อทดสอบว่าหลังจากติดตั้ง Filter ที่ตัวเครื่องแล้วมีการรั่วหรือไม่
    • Housing Leak Tightness เพื่อดูตามรอยต่อต่าง ๆ ของเครื่องว่ามีการรั่วหรือไม่
    • Velocity Test วัดความเร็วลม เพื่อให้มั่นใจว่าค่าความเร็วลมอยู่ในช่วงที่กำหนด โดย Sensor ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษของยี่ห้อ Lamsystems จะทนต่อฝุ่นละออง ความชื้น และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ดี หลังจากทำการ Calibrate เมื่อมีการติดตั้งและทดสอบเรียบร้อยแล้ว ไม่จำเป็นต้อง Calibrate ซ้ำ

 

Laminarflow6

รูปที่ 6 แสดง Velocity Test และ Filter Integrity Test

ที่มา: http://www.lamsys.com/